วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2555

การแสดงทัศนะเกี่ยวกับหนังสือ



แสดงความคิดเห็นหลังจากการอ่าน สร้างคุณค่าให้แก่วรรณกรรม "
                   การอ่านอย่างพิจารณาหาเหตุผล นั้นเป็นการอ่านอย่างมีวิจารณญาณซึ่งเป็นการสร้างคุณค่าต่อผู้อ่านได้มากที่สุด ทั้งเมื่อฝึกอย่างชำนาญก็สามารถแสดงความคิดเห็นหรือทัศนะเกี่ยวกับหนังสือให้ผู้อื่นได้รับรู้ต่อไปด้วย
      การฝึกแสดงทัศนะเกี่ยวกับหนังสือ
         ๑.ต้องอาศัยความเพียร ความตั้งใจในการอ่านหนังสือ เมื่อคิดได้แล้วก็ลงมืออ่าน เมื่ออ่านจบก็ลองตั้งคำถาม  ว่าสิ่งใดที่ได้จากการอ่านครั้งนี้  ตั้งคำถามหาแล้วเหตุผล
         ๒.หาข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับประเภทหนังสือ ว่าเป็นวรรณกรรมประเภทไหน ลักษณะในการเขียนแต่ละประเภทนั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร
         ๓.เปรียบเทียบเหตุการณ์ในหนังสือกับสภาพแวดล้อมจริง ว่ามีความเป็นไปได้ หรือสมเหตุสมผลมากแค่ไหน มีความถูกต้องของข้อมูลหรือไม่ และควรฝึกเชื่อมโยงเนื้อความโดยรอบเข้าด้วยกัน
         ๔.ฝึกออกความคิดเมื่ออ่านจบ โดยอาจเริ่มจากตนเองแล้วให้ผู้อื่นได้ร่วมรับรู้ด้วยกันเมื่อฝึกชำนาญแล้วก็เป็นได้
       วิธีการแสดงทัศนะเกี่ยวกับหนังสือ 

                   การแสดงทัศนะเกี่ยวกับหนังสือนั้นสามารถกระทำได้ทั้งการพูดและเขียนมี ๒ วิธีคือ
                               - การแนะนำหนังสือ
                               - การวิจารณ์หนังสือ
การแนะนำหนังสือ 

          อาจเรียกอีกชื่อว่า การปฏิทัศน์  เป็นการแนะนำที่ง่ายและสะดวกต่อผู้ที่จะเลือกอ่านเป็นอย่างยิ่ง
           ๑.๑   ชื่อเรื่อง
           ๑.๒  ชื่อผู้แต่ง   จะบอกนามปากกาหรือนามจริงก็ได้ โดยอาจเพิ่มเติมประวัติเข้าไปเพื่อเพิ่มความละเอียดก็ได้
           ๑.๓  สำนักพิมพ์  สำนักพิมพ์ที่จัดพิมพ์ ควรระวัง อย่าใส่โรงพิมพ์เข้าไปแทน เพราะอาจทำให้   สับสนได้
           ๑.๔  ปีที่พิมพ์   บอกปีพศ.ที่พิมพ์ อาจอยู่ด้านในปกหรือท้ายเล่ม
           ๑.๕ ขนาดหนังสือและจำนวนหน้า บอกจำนวนหน้ายกและหน้าทั้งหมด
           ๑.๖ ราคา
           ๑.๗ ประเภทของหนังสือ
           ๑.๘ เนื้อหาหนังสือ ทำให้ทราบขอบเขตเนื้อหาโดยสังเขป
           ๑.๙  ความเหมาะสมของผู้อ่าน  เช่น เหมาะกับนักเรียน  คุณครู หรือผู้สูงวัย เป็นต้น
               
ตัวอย่างการแนะนำหนังสือ 
                 ชื่อหนังสือ   สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า ดินแดนอาถรรพณ์
                 ชื่อผู้แต่ง  ภิรมย์ พุทธรัตน์
                 สำนักพิมพ์   สุขภาพใจ
                 ปีที่พิมพ์   พ.ศ. ๒๕๔๑
                 ขนาดหนังสือและจำนวนหน้า  ๑๘๔  หน้า
                 ราคา  ๑๐๐ บาท 
                 ประเภทของหนังสือ  สารคดี
                 เนื้อหาโดยย่อ
             เรื่องจริงอันลึกลับมหัศจรรย์ ที่สร้างความตื่นตะลึงไปทั่วโลก เมื่อเรือและเครื่องบินนับร้อยพร้อมผู้โดยสารหายสาบสูญไร้ร่องรอย ในหนังสือได้กล่าวถึงเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับเครื่องบินรวมทั้งเรือเดินสมุทร ไม่ว่าจะเป็นของกองทัพหรือพร้อมผู้โดยสาร ที่หายไปอย่างไม่มีสาเหตุ รวมทั้งได้กล่าวถึงจานบินลึกลับ หรือ UFO ซึ่งปรากฏอยู่ในเหตุการณ์เหล่านี้ด้วย ซึ่งในเล่ม ผู้แต่งยังได้กล่าวถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์นั้นๆด้วย

   ความเหมาะสมสำหรับผู้อ่าน

         ผู้อ่านควรจะมีวิจารณญาณในการอ่าน หนังสือเล่มนี้จึงเหมาะสำหรับผู้อ่านทั่วไป และผู้ที่มีความสนใจเกี่ยวกับเหตุการณ์เหนือธรรมชาต




การเขียนโครงการ


มีผู้ให้คำจำกัดความของการวางแผนไว้หลายลักษณะ เช่น การวางแผน คือ การมองอนาคต การเล็งเห็นจุดดหมายที่ต้องการ การคาดปัญหาเหล่านั้นไว้ล่วงหน้าไว้อย่างถูกต้อง ตลอดจนการหาทางแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านั้น
การวางแผน เป็นการใช้ความคิดมองจินตนาการตระเตรียมวิธีการต่างๆ เพื่อคัดเลือกทางที่ดีที่สุดทางหนึ่ง กำหนดเป้าหมายและวางหมายกำหนดการกระทำนั้น เพื่อให้สำเร็จลุล่วงไปตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้
การวางแผน เป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่เกี่ยวกับการกำหนดสิ่งที่จะกระทำในอนาคต การประเมินผลของสิ่งที่กำหนดว่าจะกระทำและกำหนดวิธีการที่จะนำไปใช้ในการปฏิบัติ
ถ้าจะกล่าวโดยสรุป การวางแผนก็คือการคิดการหรือกะการไว้ล่วงหน้าว่าจะทำอะไร ทำไม ทำที่ไหน เมื่อไร อย่างไร และไครทำ
การวางแผนจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ
– อนาคต
– การตัดสินใจ
– การปฏิบัติ
ความสำคัญของการวางแผน
ถ้าจะเปรียบเทียบระบบการศึกษากับคน การวางแผนก็เปรียบเสมือนสมองของคน ซึ่งถ้ามองในลักษณะนี้แล้ว การวางแผนก็มีความสำคัญไม่น้อยทีเดียว เพราะถ้าสมองไม่ทำงานส่วนอื่นๆของร่างกาย เช่น แขน ขา ก็จะทำอะไรไม่ได้ หรือถ้าคนทำงานไม่ใช้สมอง คือทำงานแบบไม่มีหัวคิดก็ลองนึกภาพดูก็แล้วกันว่าจะเป็นอย่างไร คนทุกคนต้องใช้สมองจึงจะทำงานได้ ระบบการศึกษาหรือการจัดการศึกษาก็่เช่นเดียวกัน ต้องมีการวางแผน คือ อย่างน้อยต้องมีความคิด การเตรียมการ
ว่าจะจัดการศึกษาเพื่ออะไร เพื่อใคร อย่างไร
การวางแผนมีประโยชน์ในหลายเรื่องด้วยกัน เช่น
1. การวางแผนเป็นเครื่องช่วยให้มีการตัดสินใจอย่างมีหลักเกณฑ์ เพราะได้มีการศึกษาสภาพเดิมใน ปัจจุบันแล้ว กำหนดสภาพใหม่ในอนาคต ซึ่งได้แก่การตั้งวัตถุประสงค์ หรือเป้าหมาย แล้วหาลู่ทาง ที่จะทำให้สำเร็จตามที่มุ่งหวัง นักวางแผนมีหน้าที่จัดทำรายละเอียดของงานจัดลำดับความสำคัญ พร้อมทั้งข้อเสนอแนะที่ควรจะเป็นต่างๆ เพื่อให้ผู้มีหน้าที่ตัดสินใจพิจารณา
2. การวางแผนเป็นศูนย์กลางประสานงานเช่น ในการจัดการศึกษาเราสามารถใช้การวางแผนเพื่อ ประสานงานการศึกษาทุกระดับและทุกสาขาให้สอดคล้องกันได้
3. การวางแผนทำให้การปฏิบัติงานต่างๆเป็นไปโดยประหยัดมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพราะการวางแผนเป็นการคิดและคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าและเสนอทางเลือกที่จะก่อให้เกิดผลที่ดีที่สุด
4. การวางแผนเป็นเครื่องมือในการควบคุมงานของนักบริหารเพื่อติดตามตรวจสอบการปฏิบัติงานของฝ่าย ต่างๆให้เป็นไปตามนโยบายและเป้าหมายที่ต้องการ
ประเภทของแผน
เมื่อกล่าวมาถึงตอนนี้น่าจะพูดถึงประเภทของแผนเสียเล็กน้อยเพื่อความเข้าใจลักษณะของแผนแต่ละอย่าง ถ้าจะมองในแง่ของระยะเวลาอาจจะแบ่งแผนออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆดังนี้คือ
1. แผนพัฒนาระยะยาว (10 – 20 ปี) กำหนดเค้าโครงกว้างๆ ว่าประเทศชาติของเราจะมีทิศทางพัฒนาไป อย่างไร ถ้าจะดึงเอารัฐธรรมนูญ และ/หรือแผนการศึกษาแห่งชาติมาเป็นแผนประเภทนี้ก็พอถูไถไปได้แต่ความจริงแผนพัฒนาระยะยาวของเราไม่มี
2. แผนพัฒนาระยะกลาง (4 – 6 ปี) แบ่งช่วงของการพัฒนาออกเป็น 4 ปี หรือ 5 ปี หรือ 6 ปี โดยคาดคะเนว่าในช่วง 4 – 6 ปี นี้ จะทำอะไรกันบ้าง จะมีโครงการพัฒนาอะไร จะงบประมาณใช้ทรัพยากรมากน้อยเพียงไร แผนดังกล่าวได้แก่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินั่นเองในส่วนของการศึกษาก็มีแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ(ไม่ใช่แผนการศึกษาแห่งชาติ)ในเรื่องของการเกษตรก็มีแผนพัฒนาเกษตรเป็นต้น
3. แผนพัฒนาประจำปี (1 ปี) ความจริงในการจัดทำแผนพัฒนาระยะกลาง เช่น แผนพัฒนาการศึกษาได้มีการหนดรายละเอียดไว้เป็นรายปีอยู่แล้ว แต่เนื่องจากการจัดทำแผนพัฒนาระยะกลางได้จัดทำไว้ล่วงหน้า ข้อมูลหรือความต้องการที่เขียนไว้อาจไม่สอดคล้องกับสภาพที่แท้จริงในปัจจุบัน จึงต้องจัดทำแผนพัฒนาประจำปีขึ้น นอกจากนั้น วิธีการงบประมาณของเราไม่ใช้แผนพัฒนาระยะกลางขอตั้งงบประมาณประจำปี เพราะมีรายละเอียดน้อยไป แต่จะต้องใช้แผนพัฒนาประจำปี เป็นแผนขอเงิน
4. แผนปฏิบัติการประจำปี (1 ปี) ในการขอตั้งงบประมาณตามแผนพัฒนาประจำปีในข้อ 3 ปกติมักไม่ได้ตามที่กระทรวง ทบวง กรมต่างๆขอไป สำนักงบประมาณหรือคณะกรรมาธิการของรัฐสภามักจะตัดยอดเงินงบประมาณที่ส่วนราชการต่างๆขอไปตามความเหมาะสมและจำเป็นและสภาวการณ์การเงินงบประมาณของประเทศที่จะพึงมีภายหลังทีส่วนราชการต่างๆ ได้รับงบประมาณจริงๆแล้ว จำเป็นที่จะต้องปรับแผนพัฒนาประจำปีที่จัดทำขึ้นเพื่อขอเงินให้สอดคล้องกับเงินที่ได้รับอนุมัติ ซึ่งเรียกว่าแผนปฏิบัติการประจำปีขึ้น
ความหมายของโครงการ
พจนานกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมายของคำโครงการว่า หมายถึง “แผนหรือเค้าโครงการตามที่กะกำหนดไว้”โครงการเป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่งในการวางแผนพัฒนาซึ่งช่วยให้เห็นภาพ และทิศทางการพัฒนา ขอบเขตของการที่สามารถติดตามและประเมินผลได้ โครงการเกิดจากลักษณะความพยายามที่จะจัดกิจกรรม หรือดำเนินการให้บรรจุวัตถุประสงค์ เพื่อบรรเทาหรือลดหรือขจัดปัญหา และความต้องการทั้งในสภาวการณ์ปัจจุบันและอนาคต โครงการโดยทั้วไป สามารถแยกได้หลายประเภท เช่น โครงการเพื่อสนองความต้องการ โครงการพัฒนาทั่วๆไป โครงการตามนโยบายเร่งด่วน เป็นต้น
องค์ประกอบของโครงการ
องค์ประกอบพื้นฐานในโครงการแต่ละโครงการนั้นควรจะมีดังนี้
1.ชื่อแผนงาน เป็นการกำหนดชื่อให้ครอบคลุมโครงการเดียวหรือหลายโครงการที่มีลักษณะงานไปในทิศทางเดียวกันเพื่อแก้ไขปัญหาหรือสนองวัตถุประสงค์หลักที่กำหนดไว้
2.ชื่อโครงการ ให้ระบุชื่อโครงการตามความเหมาะสม มีความหมายชัดเจนและเรียกเหมือนเดิมทุกครั้งจนกว่าโครงการจะแล้วเสร็จ
3.หลักการและเหตุผล ใช้ชี้แจงรายละเอียดของปัญหาและความจำเป็นที่เกิดขึ้นที่จะต้องแก้ไข ตลอดจนชี้แจงถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการดำเนินงานตามโครงการและหากเป็นโครงการที่จะดำเนินการตามนโยบาย หรือสอดคล้องกับแผนจังหวัดหรือแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือแผนอื่น ๆ ก็ควรชี้แจงด้วย ทั้งนี้ผู้เขียนโครงการ
บางท่านอาจจะเพิ่มเติมข้อความว่าถ้าไม่ทำโครงการดังกล่าวผลเสียหายโดยตรง หรือผลเสียหายในระยะยาวจะเป็นอย่างไร เพื่อให้ผู้อนุมัติโครงการได้เห็นประโยชน์ของโครงการกว้างขวางขึ้น
4.วัตถุประสงค์ เป็นการบอกให้ทราบว่า การดำเนินงานตามโครงการนั้นมีความต้องการให้อะไรเกิดขึ้นวัตถุประสงค์ที่ควรจะระบุไว้ควรเป็นวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ปฏิบัติได้และวัดและประเมินผลได้ ในระยะหลัง ๆ นี้นักเขียนโครงการที่มีผู้นิยมชมชอบมักจะเขียนวัตถุประสงค์เป็นวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม คือเขียนให้เป็นรูปธรรมมากกว่าเขียนเป็นนามธรรม การทำโครงการหนึ่ง ๆ อาจจะมีวัตถุประสงค์ มากกว่า 1 ข้อได้ แต่ทั้งนี้การเขียนวัตถุประสงค์ไว้มาก ๆ อาจจะทำให้ผู้ปฏิบัติมองไม่ชัดเจน และอาจ จะดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ไม่ได้ ดังนั้นจึงนิยมเขียนวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน-ปฏิบัติได้-วัดได้เพียง 1-3 ข้อ
5.เป้าหมาย ให้ระบุว่าจะดำเนินการสิ่งใด โดยพยายามแสดงให้ปรากฏเป็นรูปตัวเลขหรือจำนวนที่จะทำได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด การระบุเป้าหมาย ระบุเป็นประเภทลักษณะและปริมาณ ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และความสามารถในการทำงานของผู้รับผิดชอบโครงการ
6.วิธีดำเนินการหรือกิจกรรมหรือขั้นตอนการดำเนินงาน คืองานหรือภารกิจซึ่งจะต้องปฏิบัติในการดำเนินโครงการให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ ในระยะการเตรียมโครงการจะรวบรวมกิจกรรมทุกอย่างไว้แล้วนำมาจัดลำดับว่าควรจะทำสิ่งใดก่อน-หลัง หรือพร้อม ๆ กัน แล้วเขียนไว้ตามลำดับ จนถึงขั้นตอนสุดท้ายที่ทำให้โครงการบรรลุวัตถุประสงค์
7.ระยะเวลาการดำเนินงานโครงการ คือการระบุระยะเวลาตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนเสร็จสิ้นโครงการปัจจุบันนิยมระบุ วัน-เดือน-ปี ที่เริ่มต้นและเสร็จสิ้น การระบุจำนวน ความยาวของโครงการเช่น 6 เดือน 2 ปี โดยไม่ระบุเวลาเริ่มต้น-สิ้นสุด เป็นการกำหนดระยะเวลาที่ไม่สมบูรณ์
8.งบประมาณ เป็นประมาณการค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นของโครงการ ซึ่งควรจำแนกรายการค่าใช้จ่ายได้อย่างชัดเจน งบประมาณอาจแยกออกได้เป็น 3 ประเภท คือ
– เงินงบประมาณแผ่นดิน
– เงินกู้และเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ
– เงินนอกงบประมาณอื่น ๆ เช่น เงินเอกชนหรือองค์การเอกชน เป็นต้น
การระบุยอดงบประมาณ ควรระบุแหล่งที่มาของงบประมาณด้วย นอกจากนี้หัวข้อนี้สามารถระบุทรัพยากรอื่นที่ต้องการ เช่น คน วัสดุ ฯลฯ
9. เจ้าของโครงการหรือผู้รับผิดชอบโครงการ เป็นการระบุเพื่อให้ทราบว่าหน่วยงานใดเป็นเจ้าของหรือรับผิดชอบโครงการ โครงการย่อย ๆ บางโครงการระบุเป็นชื่อบุคคลผู้รับผิดชอบเป็นรายโครงการได้
10.หน่วยงานที่ให้การสนับสนุน เป็นการให้แนวทางแก่ผู้อนุมัติและผู้ปฏิบัติว่าในการดำเนินการโครงการนั้น ควรจะประสานงานและขอความร่วมมือกับหน่วยงานใดบ้าง เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
11.การประเมินผล บอกแนวทางว่าการติดตามประเมินผลควรทำอย่างไรในระยะเวลาใดและใช้วิธีการอย่างไรจึงจะเหมาะสม ซึ่งผลของการประเมินสามารถนำมาพิจารณาประกอบการดำเนินการ เตรียมโครงการที่คล้ายคลึงหรือเกี่ยวข้องในเวลาต่อไป
12.ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ เมื่อโครงการนั้นเสร็จสิ้นแล้ว จะเกิดผลอย่างไรบ้างใครเป็นผู้ได้รับเรื่องนี้สามารถเขียนทั้งผลประโยชน์โดยตรงและผลประโยชน์ในด้านผลกระทบของโครงการด้วยได้
ลักษณะโครงการที่ดี
โครงการที่ดีมีลักษณะดังนี้
1. เป็นโครงการที่สามารถแก้ปัญหาของท้องถิ่นได้
2. มีรายละเอียด เนื้อหาสาระครบถ้วน ชัดเจน และจำเพาะเจาะจง โดยสามารถตอบคำถามต่อไปนี้ได้คือ
– โครงการอะไร = ชื่อโครงการ
– ทำไมจึงต้องริเริ่มโครงการ = หลักการและเหตุผล
– ทำเพื่ออะไร = วัตถุประสงค์
– ปริมาณที่จะทำเท่าไร = เป้าหมาย
– ทำอย่างไร = วิธีดำเนินการ
– จะทำเมื่อไร นานเท่าใด = ระยะเวลาดำเนินการ
– ใช้ทรัพยากรเท่าไรและได้มาจากไหน = งบประมาณ แหล่งที่มา
– ใครทำ = ผู้รับผิดชอบโครงการ
– ต้องประสานงานกับใคร = หน่วยงานที่ให้การสนับสนุน
– บรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่ = การประเมินผล
– เมื่อเสร็จสิ้นโครงการแล้วจะได้อะไร = ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
3. รายละเอียดของโครงการดังกล่าว ต้องมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน เช่น วัตถุประสงค์ต้องสอดคล้องกับหลักการและเหตุผล วิธีดำเนินการต้องเป็นทางที่ทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้ ฯลฯ เป็นต้น
4. โครงการที่ริเริ่มขึ้นมาต้องมีผลอย่างน้อยที่สุดอย่างใดอย่างหนึ่งในหัวข้อต่อไปนี้
– สนองตอบ สนับสนุนต่อนโยบายระดับจังหวัดหรือนโยบายส่วนรวมของประเทศ
– ก่อให้เกิดการพัฒนาทั้งเฉพาะส่วนและการพัฒนาโดยส่วนรวมของประเทศ
– แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ตรงจุดตรงประเด็น
5. รายละเอียดในโครงการมีพอที่จะเป็นแนวทางให้ผู้อื่นอ่านแล้วเข้าใจ และสามารถดำเนินการตามโครงการได้
6. เป็นโครงการที่ปฏิบัติได้และสามารถติดตามและประเมินผลได้

การเขียนบทความ


การเขียนบทควา                                       
บทความ   คือข้อเขียนซึ่งอาจจะเขียนเป็นรายงานหรือการแสดงความคิดเห็น   มีลักษณะพิเศษต่างจากความเรียงความธรรมดา
เป็นความเรียงที่เขียนขึ้นจากพื้นฐานข้อเท็จจริง โดยใช้หลักฐานการอ้างอิงประกอบในลักษณะวิเคราะห์ปัญหาขัดแย้งต่างๆ หรือในการเสนอความเห็นทัศนคติของผู้เขียนต่อเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นหริอเหตุการณ์ที่กำลังอยู่ในความสนใจของสังคม   นิยมใช้ภาษาที่กระชับเป็นทางการเรียบง่าย  ชัดเจน  มีข้อเสนอแนะเชิงวิจารณ์ หรือเชิงสร้างสรรค์

จุดมุ่งหมายในการเขียนบทความ
             1.เพื่ออธิบายหรือให้ความรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่ง
             2.เพื่อพรรณนาทำให้ผู้อ่านนึกถึงภาพของสิ่งของ  สถานที่หรือความเป็นอยู่
             3.เพื่อเทศนา  ชักชวน  ให้ผู้อ่า่นคล้อยตามความคิดของผู้เขียน
             4.เพื่ออธืบายในข้อปัญหาต่างๆ  และชักนำให้ผู้อ่านเห็นด้วยและปฏิบัติตาม

ประเภทของบทความ
ประเภทของบทความแบ่งตามลักษณะของเนื้อหาได้ดังนี้
            1.ประเภทปัญหาโตแย้ง
            2.ประเภทเสนอคำแนะนำ
            3.ประเภทท่องเที่ยวเดินทาง
            4.ประเภทกึ่งชีวประวัติ  หรือสารคดีความรู้ทั่วไป
            5.ประเภทเปรียบเทียบ สมมุติ หรืออุปมาอุปไมย

ลักษณะของบทความที่ดี
            1.น่าสนใจ  มีเนื้อหาเหตุการณ์ใหม่กำลังเป็นที่น่าสนใจของคนทั่วไป
            2.มีสาระแก่นสาร  มีหลักฐานอ้างอิง พิสูจน์ได้
            3.มีขนาดกะทะรัด สั้นกระชับ ใช้ภาษาง่ายๆ  ถูกต้องตามหลักภาษา
            4.ผู้เขียนเข้าใจปัญหาที่มาของเรื่องอย่างละเอียดชัดเจนโดยตลอด
            5.มีวิธีการเขียนน่าสนใจ  น่าติดตาม ไม่หนักเชิงวิชาการหรือเบาจนไร้สาระจนเกินไป

ขั้นตอนการเขียนบทความ
            ขั้นตอนการเขียนบทความ  มีดังนี้
            1.การเลือกเรื่อง   เรื่องที่นำมาเขียนต้องอยู่ในความสนใจและความต้องการของผู้อ่าน เป็นเรื่องที่ผู้เขียนรู้จริง หรือมีประสบการณ์อย่างถ่องแท้
            2.การวางแผนก่อนการเขียน   เป็นขั้นตอนของการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายว่าผู้อ่านเป็นใครโดยจะต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้ คือ
               2.1 กลุ่มผู้อ่าน ผู้เขียนต้องคำนึงถึงอายุ เพศ รายได้ อาชีย ความรู้ ในเรื่องความรู้ต้องคิดด้วยว่าผู้อ่านรู้อะไร รู้เรื่องนั้นๆ  ดีพอเพียงใดที่ผู้อ่านต่องการรู้ และผู้อ่านจะได้รับข่าวสารที่ผู้เขียนเขียนได้อย่างไร  เพราะ ความสำเร็จของการเขียนขึ้นอยู่กับผู้อ่านยอมรับข้อเขียนของผู้เขียน
               2.2 กำหนดวัตถุประสงค์ ในข้อนี้ผู้เขียนต้องคำนึงว่าจะเขียนบทความนี้ไปทำไม  เช่น  เพื่อให้ข่าวสาร  สร้างความคิดที่ดี   หรือเพื่อโน้มน้าวใจ  โดยวัตถุประสงค์ในการเขียนเพื่อการโน้มน้าวใจต้องให้ผู้อ่านเกิดความต้องการหรือตระหนักในปัญหาก่อน  จากนั้นค่อยเสนอทางออก  พร้อมกับยกตัวอย่างและหลักฐานที่ผู้อ่านสามารถเห็นภาพพจน์แล้วสรุปอีกครั้งในจุดที่ผู้เขียนต้องการ                             2.3 การรวบรวมเนื้อหา การเขียนบทความไม่ว่าจะประเภทใดก็ตาม  สิ่งสำคัญที่ผู้เขียนต้อคำนึงคือหลักฐาน  ข้อเท็จจริง  ดังนั้นก่อนที่จะลงมือเขียนจำเป็นจะต้องสืบเสาะหาเรื่องราวให้มีความรู้เพียงพอ  โดยวิธีการรวบรวมเนื้อหาสามารถทำได้ดังนี้
                        2.3.1 การค้นคว้าข้อมุลด้านวิทยาการจากหนังสือและเอกสารต่างๆ  เช่น  จากห้องสมุด หน่วยงานต่างๆ  ทั้งภาครัฐและเอกชน  จากหนังสือพิมพ์ นิตยสาร  หรือสิ่งพิมพ์ต่างๆ
                        2.3.2 การสัมภาษณ์บุคคลที่ต้องการจะเขียนถึง  หรือจากบุคคลที่มีความรู้  ความสามารถ ความเชี่ยวชาญในเรื่องที่ต้องการเขียน
                        2.3.3  การสนทนาหรือพูดคุยกับบุคคลทั่ใไป  เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้  ความคิดเห็นซึ่งกันและกัน
                        2.3.4 การเดินทางท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ  แล้วจดบันทึกสิ่งที่ได้พบได้เห็น ซึ่งจะเป็นการสร้างสีสันให้งานเขียนมีความน่าสนใจยิ่งขึ้น
                        2.3.5 การสืบเสาะเรื่องราวต่างๆ  ว่าเกิดขึ้นกับใคร  ที่ไหน  อย่างไร  แล้วจึงติดตามไปยังแหล่งที่เกิดเหตุ  ติดตามดูสถานที่   การกระทำ  เหตุการณ์
             3.การจัดเนื้อหา  ได้แก่ การวางโครงเรื่องของบทความ  ซึ่งเป็นการจัดลำดับเนื้อหา  คาวมคิด  ของเรื่องราวนั้นๆ  เป็นต้น จะลำดับ


การเขียนบรรานุกรม


บรรณานุกรม (Bibliography) หมายถึง รายชื่อหนังสือ เอกสาร สิ่งพิมพ์ต่างๆ และ วัสดุอ้างอิงทุกประเภทที่ผู้ทำรายงานใช้ฤการค้นคว้าและการเรียบเรียง เพื่อเป็นการยืนยันว่าการเขียนนั้นเป็นการค้นความจากตำราที่เชื่อถือได้

การเขียนบรรณานุกรมมีวิธีการดังนี้

1.เขียนคำว่าบรรณานุกรมโดยไม่ต้อวงขีดเส้นใต้ไว้กลางหน้ากระดาษ ห่างจากขอบบนประมาณสองนิ้ว

2.เขียนรายงานบรรณานุกรมแต่ละรายการชิดชอบซ้ายของหน้ากระดาษ หากเขียนไม่จบในบรรทัดเดียวให้ขึ้นบรรทัดใหม่โดยย่อหน้าเข้าไป 8 ตัวอักษร (หรือตำแหน่งที่ย่อหน้า)

3.เรียงรายชื่อแต่ละรายการตามลำดับตัวอักษรของชื่อผู้แต่ง (ก-ฮ)

4.จัดเรียงเอกสารแยกตามประเภท คือ หนังสือ บทความในวารสาร หนังสือพิมพ์ สารานุกรม วิทยานิพนธ์ จุลสาร เอกสารอัดสำเนา และการสัมภาษณ์ หากรายงานเป็นภาษาไทยให้จัดเรียงเอกสารภาษาไทยไว้เป็นอันดับแรก แต่ถ้ารายงานเป็นภาษาอังกฤษ ให้จัดเรียงเอกสารภาษาอังกฤษไว้เป็นอันดับแรก

5.รายการสิ่งพิมพ์ของผู้แต่งเดียวกัน ในครั้งต่อไปไม่ต้องเขียนชื่อผู้แต่งซ้ำอีก แต่ให้ใช้สัญลักษณ์ประกาศ (________________) ยาว 8 ตัวอักษร แทน

6.เว้นระยะ 1 บรรทัด ทุกครั้งเมื่อขึ้นรายการบรรณานุกรมรายการใหม่

การลงรายการบรรณานุกรม


มีหลักเกณฑ์และรายละเอียดดังนี้
1.ผู้แต่ง

1.1 ผู้แต่งชาวต่างประเทศ ใช้ชื่อสกุลขึ้นต้น ตามด้นชื่อต้น และชื่อรอง เช่น
ชื่อ Chelie C Cooper
ใช้ Cooper Chelie C.

1.2 ผู้แต่งที่เป็นพระมหากษัตริย์ พระราชินี พระบรมวงศานุวงศ์ และผู้แต่งที่มีราชทินนาม ฐานันดรศักดิ์ สมณศักดิ์ ให้ใส่ ราชทินนาม ฐานันดรศักดิ์ สมณศักดิ์ นั้นไว้ข้างหลังชื่อ โดยหลังชื่อผู้แต่งเครื่องหมายจุลภาค (,) ส่วนคำนำหน้านาม เช่น นาย นาง นางสาว ตำแหน่งทางวิชาการ อาชีพ หรือยศ ให้ตัดออกไป ยกเว้น นามแฝง เช่น นายตำรา ณ เมืองใต้, ดร.วินแม็ก, หลังชื่อผู้แต่งให้ใส่เครื่องหมายมหัพภาค (.)

2. ชื่อเรื่อง ให้ใช้ตามที่ปรากฏในหน้าปกและขีดเส้นใต้เน้นชื่อนั้นด้วย หากเป็นหนังสือหลายเล่มจบ ให้ระบุเล่มที่ใช้ หลังชื่อใส่เครื่องหมายมหัพภาค (.)

3. เล่มที่อ้าง หนังสือเล่มเดียวจบ ไม่ต้องระบุจำนวนเล่ม แต่ถ้าหนังสือนั้นมีหลายเล่มให้ระบุเล่มที่ใช้ (เช่น สารานุกรมไทย หรือ Black Law)

4. ครั้งที่พิมพ์ ถ้าเป็นการพิมพ์ครั้งที่ 2 ขึ้นไปให้ระบุครั้งที่พิมพ์ด้วย หลังครั้งที่พิมพ์ ใส่เครื่องหมาย มหัพภาค (.)

5. สถานที่พิมพ์ ให้ระบุชื่อเมืองที่สำนักพิมพ์ หรือโรงพิมพ์นั้นตั้งอยู่ โดยใช้ชื่อเมืองตามที่ปรากฏในหนังสือเล่มนั้นๆ หากไม่ปรากฏชื่อเมืองให้ใช้ (ม.ป.ท.) หรือ (n.p) สำหรับเอกสารภาษาอังกฤษ คือ ไม่ปรากฏสถานที่พิมพ์ หลังครั้งที่พิมพ์ใส่เครื่องหมายทวิภาค ( ; )

6. สำนักพิมพ์ ใช้ตามที่ปรากฏในหน้าปกใน ในกรณีที่มีทั้งสำนักพิมพ์และโรงพิมพ์ ให้ใช้ชื่อสำนักพิมพ์ คำที่เป็นส่วนของสำนักพิมพ์ เช่น ห้างหุ้นส่วนจำกัด Incorporation, Inc. ให้ตัดออก ในกรณีที่ไม่ปรากฏชื่อสำนักพิมพ์หรือโรงพิมพ์ ให้ใช้ (ม.ป.ท.) หรือ (n.p.) แทนเพียงครั้งเดียว หลังสำนักพิมพ์ใส่เครื่องหมายจุลภาค (,)

7. ปีที่พิมพ์ ใส่เฉพาะตัวเลข ถ้าไม่ปรากฏปีที่พิมพ์ ให้ใช้ว่า (ม.ป.ป.) หรือ (n.d.) ในเอกสารภาษาอังกฤษ ถ้าหนังสือไม่ปรากฏทั้งสถานที่พิมพ์และปีที่พิมพ์ ให้ใช้ว่า (ม.ป.ท., หรือ ม.ป.ป.) หรือ (n.p., n.d.) ในภาษาอังกฤษ หลังปีที่พิมพ์ใส่เครื่องหมายมหัพภาค (.)

ตัวอย่างการลงรายการบรรณานุกรม

1. ตัวอย่างการเขียนบรรณานุกรม หนังสือเล่ม

ชื่อผู้แต่ง.ชื่อหนังสือ. สถานที่พิมพ์.สำนักพิมพ์.ปีที่พิมพ์.

วิทยากร เชียงกูล. ฉันจึงมาหาความหมาย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2544.

คึกฤทธิ์ ปราโมช, ม.ร.ว. หลายชีวิต. กรุงเทพฯ: ดอกหญ้า, 2548.

2. ตัวอย่างการเขียนบรรณานุกรมที่มีผู้แต่ง 2 คน

ชื่อผู้แต่งทั้งสองคน. ชื่อหนังสือ. สถานที่พิมพ์: สำนักพิมพ์, ปีที่พิมพ์.

สมบัติ จำปาเงิน และ สำเนียง มณีกาญจน์. หลักนักอ่าน. กรุงเทพฯ: เรือนแก้ว, 2531.

3. ตัวอย่างการเขียนบรรณานุกรมหนังสือที่มีผู้แต่งมากกว่า 2 คน

ชื่อผู้แต่ง และผู้แต่งคนอื่นๆ.ชื่อหนังสือ. ครั้งที่พิมพ์.สถานที่พิมพ์: สำนักพิมพ์, ปีที่พิมพ์.

อธิษกานต์ ไกรภักดี และคนอื่นๆ. การเมืองและการปกครองไทย. พิมพ์ครั้งที่ 4. นนทบุรี: ปานเทวา
การพิมพ์, 2541.

4. ตัวอย่างการเขียนบรรณารุกรมหนังสือแปล

ชื่อผู้แต่ง.ชื่อหนังสือ.ชื่อผู้แปล.สถานที่พิมพ์: สำนักพิมพ์, ปีที่พิมพ์.

วิลเลี่ยม, สตีเวนสัน. นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ. ทรงแปลโดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2539.

5.ตัวอย่างการเขียนบรรณานุกรมจากวิทยานิพนธ์

ชื่อผู้แต่ง, “ชื่อวิทยานิพนธ์ หรือสารนิพนธ์.” สาขา และสถาบันการศึกษา, ปีการศึกษา.

ศศิรินทร์ คำบำรุง, “โครงสร้างในด้านข่าวและธุรกิจของศูนย์ข่าวภูมิภาค.” วิทยานิพนธ์นิเทศศาสตร์มหาบัณฑิตสาขาวิชาการหนังสือพิมพ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2541.

6.ตัวอย่างการเขียนบรรณานุกรมจากบทสัมภาษณ์

ชื่อผู้ให้สัมภาษณ์. ตำแหน่ง (ถ้ามี). สัมภาษณ์,วันที่สัมภาษณ์.

ทักษิณ ชินวัตร. นายกรัฐมนตรี. สัมภาษณ์, 18 มกราคม 2549.


7. ตัวอย่างการเขียนบรรณานุกรมจากบทความในสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์

ชื่อผู้แต่ง. “ชื่อบทความ” [ประเภทของสื่อที่เข้าถึง] <เข้าถึงได้จาก> (วันที่ค้นข้อมูล)

Pasguier, Roger F. “Owl” [Online]. (Feb. 8, 2006)


8. ตัวอย่างการเขียนบรรณานุกรมจากบทความในวารสารหรือนิตยสาร

ชื่อผู้เขียนบทความ “ชื่อบทความ” ชื่อวารสาร. ปีที่, ฉบับที่. (เดือน ปี) : เลขที่หน้าอ้างอิง.

อัลยา นฤชานนท์. “ได้อะไรบ้างจากการอ่านสารคดีการท่องเที่ยว.” เที่ยวรอบโลก. 45, 4 (เมษายน 2540) : 36-40.

9. ตัวอย่างการเขียนบรรณานุกรมจากบทความในหนังสือพิมพ์

ชื่อผู้เขียนบทความ, “ชื่อบทความ,” ชื่อหนังสือพิมพ์ (วัน เดือน ปี): เลขหน้าที่อ้างอิง.

สมเจตน์ วัฒนาธร, “กินบนเรือน ขี้บนหลังคา,” เดลินิวส์. ( 7 กรกฎาคม 2549): 14.

10. ตัวอย่างการเขียนบรรณานุกรมจากบทความในสารานุกรม

ชื่อผู้เขียนบทความ, “ชื่อบทความ,” ชื่อสารานุกรม เล่มที่. (ปีที่พิมพ์) : เลขหน้าที่อ้างอิง.


* ทั้งนี้ การลงรายการบรรณานุกรม มักยึดหลักเกณฑ์ตามรูปแบบที่กำหนด ของสถาบันการศึกษานันๆ ดังนั้น รูปแบบการลงรายการบรรณานุกรมจึงไม่แน่นอน
การลงรายการบรรณานุกรม


มีหลักเกณฑ์และรายละเอียดดังนี้
1.ผู้แต่ง 

1.1 ผู้แต่งชาวต่างประเทศ ใช้ชื่อสกุลขึ้นต้น ตามด้นชื่อต้น และชื่อรอง เช่น
ชื่อ Chelie C Cooper
ใช้ Cooper Chelie C.

1.2 ผู้แต่งที่เป็นพระมหากษัตริย์ พระราชินี พระบรมวงศานุวงศ์ และผู้แต่งที่มีราชทินนาม ฐานันดรศักดิ์ สมณศักดิ์ ให้ใส่ ราชทินนาม ฐานันดรศักดิ์ สมณศักดิ์ นั้นไว้ข้างหลังชื่อ โดยหลังชื่อผู้แต่งเครื่องหมายจุลภาค (,) ส่วนคำนำหน้านาม เช่น นาย นาง นางสาว ตำแหน่งทางวิชาการ อาชีพ หรือยศ ให้ตัดออกไป ยกเว้น นามแฝง เช่น นายตำรา ณ เมืองใต้, ดร.วินแม็ก, หลังชื่อผู้แต่งให้ใส่เครื่องหมายมหัพภาค (.)

2. ชื่อเรื่อง ให้ใช้ตามที่ปรากฏในหน้าปกและขีดเส้นใต้เน้นชื่อนั้นด้วย หากเป็นหนังสือหลายเล่มจบ ให้ระบุเล่มที่ใช้ หลังชื่อใส่เครื่องหมายมหัพภาค (.)

3. เล่มที่อ้าง หนังสือเล่มเดียวจบ ไม่ต้องระบุจำนวนเล่ม แต่ถ้าหนังสือนั้นมีหลายเล่มให้ระบุเล่มที่ใช้ (เช่น สารานุกรมไทย หรือ Black Law)

4. ครั้งที่พิมพ์ ถ้าเป็นการพิมพ์ครั้งที่ 2 ขึ้นไปให้ระบุครั้งที่พิมพ์ด้วย หลังครั้งที่พิมพ์ ใส่เครื่องหมาย มหัพภาค (.) 

5. สถานที่พิมพ์ ให้ระบุชื่อเมืองที่สำนักพิมพ์ หรือโรงพิมพ์นั้นตั้งอยู่ โดยใช้ชื่อเมืองตามที่ปรากฏในหนังสือเล่มนั้นๆ หากไม่ปรากฏชื่อเมืองให้ใช้ (ม.ป.ท.) หรือ (n.p) สำหรับเอกสารภาษาอังกฤษ คือ ไม่ปรากฏสถานที่พิมพ์ หลังครั้งที่พิมพ์ใส่เครื่องหมายทวิภาค ( ; ) 

6. สำนักพิมพ์ ใช้ตามที่ปรากฏในหน้าปกใน ในกรณีที่มีทั้งสำนักพิมพ์และโรงพิมพ์ ให้ใช้ชื่อสำนักพิมพ์ คำที่เป็นส่วนของสำนักพิมพ์ เช่น ห้างหุ้นส่วนจำกัด Incorporation, Inc. ให้ตัดออก ในกรณีที่ไม่ปรากฏชื่อสำนักพิมพ์หรือโรงพิมพ์ ให้ใช้ (ม.ป.ท.) หรือ (n.p.) แทนเพียงครั้งเดียว หลังสำนักพิมพ์ใส่เครื่องหมายจุลภาค (,)

7. ปีที่พิมพ์ ใส่เฉพาะตัวเลข ถ้าไม่ปรากฏปีที่พิมพ์ ให้ใช้ว่า (ม.ป.ป.) หรือ (n.d.) ในเอกสารภาษาอังกฤษ ถ้าหนังสือไม่ปรากฏทั้งสถานที่พิมพ์และปีที่พิมพ์ ให้ใช้ว่า (ม.ป.ท., หรือ ม.ป.ป.) หรือ (n.p., n.d.) ในภาษาอังกฤษ หลังปีที่พิมพ์ใส่เครื่องหมายมหัพภาค (.) 

ตัวอย่างการลงรายการบรรณานุกรม

1. ตัวอย่างการเขียนบรรณานุกรม หนังสือเล่ม

ชื่อผู้แต่ง.ชื่อหนังสือ. สถานที่พิมพ์.สำนักพิมพ์.ปีที่พิมพ์.

วิทยากร เชียงกูล. ฉันจึงมาหาความหมาย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2544.

คึกฤทธิ์ ปราโมช, ม.ร.ว. หลายชีวิต. กรุงเทพฯ: ดอกหญ้า, 2548.

2. ตัวอย่างการเขียนบรรณานุกรมที่มีผู้แต่ง 2 คน

ชื่อผู้แต่งทั้งสองคน. ชื่อหนังสือ. สถานที่พิมพ์: สำนักพิมพ์, ปีที่พิมพ์.

สมบัติ จำปาเงิน และ สำเนียง มณีกาญจน์. หลักนักอ่าน. กรุงเทพฯ: เรือนแก้ว, 2531.

3. ตัวอย่างการเขียนบรรณานุกรมหนังสือที่มีผู้แต่งมากกว่า 2 คน

ชื่อผู้แต่ง และผู้แต่งคนอื่นๆ.ชื่อหนังสือ. ครั้งที่พิมพ์.สถานที่พิมพ์: สำนักพิมพ์, ปีที่พิมพ์.

อธิษกานต์ ไกรภักดี และคนอื่นๆ. การเมืองและการปกครองไทย. พิมพ์ครั้งที่ 4. นนทบุรี: ปานเทวา
การพิมพ์, 2541.

4. ตัวอย่างการเขียนบรรณารุกรมหนังสือแปล

ชื่อผู้แต่ง.ชื่อหนังสือ.ชื่อผู้แปล.สถานที่พิมพ์: สำนักพิมพ์, ปีที่พิมพ์.

วิลเลี่ยม, สตีเวนสัน. นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ. ทรงแปลโดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2539.

5.ตัวอย่างการเขียนบรรณานุกรมจากวิทยานิพนธ์

ชื่อผู้แต่ง, “ชื่อวิทยานิพนธ์ หรือสารนิพนธ์.” สาขา และสถาบันการศึกษา, ปีการศึกษา.

ศศิรินทร์ คำบำรุง, “โครงสร้างในด้านข่าวและธุรกิจของศูนย์ข่าวภูมิภาค.” วิทยานิพนธ์นิเทศศาสตร์มหาบัณฑิตสาขาวิชาการหนังสือพิมพ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2541.

6.ตัวอย่างการเขียนบรรณานุกรมจากบทสัมภาษณ์

ชื่อผู้ให้สัมภาษณ์. ตำแหน่ง (ถ้ามี). สัมภาษณ์,วันที่สัมภาษณ์.

ทักษิณ ชินวัตร. นายกรัฐมนตรี. สัมภาษณ์, 18 มกราคม 2549.


7. ตัวอย่างการเขียนบรรณานุกรมจากบทความในสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์

ชื่อผู้แต่ง. “ชื่อบทความ” [ประเภทของสื่อที่เข้าถึง] <เข้าถึงได้จาก> (วันที่ค้นข้อมูล)

Pasguier, Roger F. “Owl” [Online]. (Feb. 8, 2006)


8. ตัวอย่างการเขียนบรรณานุกรมจากบทความในวารสารหรือนิตยสาร

ชื่อผู้เขียนบทความ “ชื่อบทความ” ชื่อวารสาร. ปีที่, ฉบับที่. (เดือน ปี) : เลขที่หน้าอ้างอิง.

อัลยา นฤชานนท์. “ได้อะไรบ้างจากการอ่านสารคดีการท่องเที่ยว.” เที่ยวรอบโลก. 45, 4 (เมษายน 2540) : 36-40.

9. ตัวอย่างการเขียนบรรณานุกรมจากบทความในหนังสือพิมพ์

ชื่อผู้เขียนบทความ, “ชื่อบทความ,” ชื่อหนังสือพิมพ์ (วัน เดือน ปี): เลขหน้าที่อ้างอิง.

สมเจตน์ วัฒนาธร, “กินบนเรือน ขี้บนหลังคา,” เดลินิวส์. ( 7 กรกฎาคม 2549): 14.

10. ตัวอย่างการเขียนบรรณานุกรมจากบทความในสารานุกรม

ชื่อผู้เขียนบทความ, “ชื่อบทความ,” ชื่อสารานุกรม เล่มที่. (ปีที่พิมพ์) : เลขหน้าที่อ้างอิง.


* ทั้งนี้ การลงรายการบรรณานุกรม มักยึดหลักเกณฑ์ตามรูปแบบที่กำหนด ของสถาบันการศึกษานันๆ ดังนั้น รูปแบบการลงรายการบรรณานุกรมจึงไม่แน่นอน

ที่มา http://www.dek-d.com/board/view.php?id=657681



การเขียนเรียงความ


              การเขียนเรียงความ


             เรียงความ คือการใช้ศิลปะทางการเขียนร้อยแก้วแสดงความรู้สึกนึกคิด จินตนาการ

และความเข้าใจของผู้เขียนอย่างสละสลวย       เรียงความจะต้องประกอบด้วยส่วนที่เป็นคำนำ 

 เนื้อเรื่อง  และสรุป 

เรียงความที่ดีควรมีลักษณะดังต่อไปนี้

               มีเอกภาพ คือ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หมายความว่าไม่ให้เขียนนอกเรื่อง

               มีสัมพันธภาพ คือ ความสัมพันธ์กัน หมายถึง ข้อความแต่ละข้อความหรือแต่ละย่อหน้า

จะต้องมีสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน

               มีสารัตถภาพ คือ การเน้นสาระสำคัญของย่อหน้าแต่ละย่อหน้า และของเรื่องทั้งหมด

โดยใช้ประโยคสั้น ๆ สรุปกินความทั้งหมด



ขอเพิ่มเติมเป็นการส่วนตัวค่ะ

                ก่อนเขียนเรียงความนั้นจะต้องตีโจทย์ให้แตกว่า ชื่อเรื่องที่เขาให้มานั้น หมายถึงอะไร

เกี่ยวโยงกับอะไร ข้อมูลที่จะเขียนลงไปนั้นต้องถูกต้องชัดเจน ดังนั้นผู้เขียนจะต้องรู้ชัดรู้จริง 


การเขียนคำนำ

         เป็นการเกริ่นเรื่อง ขอย้ำว่าแค่เกริ่นนะคะอย่าลึก ใช้คำโอบความหมายกว้างๆ เช่น

เรียงความเรื่องแม่ของฉัน      ควรกล่าวถึงแม่โดยทั่วไปก่อน เขียนให้กินใจ น่าอ่าน น่าติดตาม

แต่ยังไม่ควรเล่าว่า " แม่ของฉัน "เป็นอย่างไร



เนื้อเรื่อง


         เนื้อเรื่องเป็นส่วนที่มีใจความสำคัญ ประเด็นสำคัญตามห้วข้อ ดังนั้นจะต้องเขียนให้ละเอียด

ครอบคลุม ชัดเจน   เช่น เรื่องแม่ของฉัน ในย่อหน้าเนื้อเรื่องให้พรรณนาถึงพระคุณแม่

( เขียนในด้านบวก )



สรุป


         กลับไปอ่านคำนำและเนื้อเรื่องและสรุปจบให้ไปในทิศทางเดียวกัน ขอแนะนำว่า ควรให้

ข้อแนะนำ หรือแนวคิดดีๆ แล้วลงท้ายด้วยประโยคที่น่าสนใจ


          การเขียนเรียงความนั้นอาจจะขึ้นต้นย่อหน้าคำนำ หรือปิดท้ายในหัวข้อสรุป ด้วย กลอน

คติพจน์ วาทะ หรือคำขวัญ     เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้น่าติดตาม ( ถ้ายืมคำใครเขามาอย่าลืมอ้างอิง

นะคะ )     ภายในเรียงความควรประกอบด้วยโวหารหลายๆชนิด เพื่อให้ได้อรรถรสในการอ่าน  ขั้นตอน

ในการเตรียมตัวเขียน นอกจากจะต้องเตรียมข้อมูลจัดทำโครงเรื่องแล้ว ควรเลือกใช้สำนวนโวหารให้

เหมาะกับเนื้อความที่ จะเขียน สำนวนโวหารในภาษาไทย แบ่งออกเป็น ๕ คือ

๑) บรรยายโวหาร

๒) พรรณนาโวหาร

๓) เทศนาโวหาร

๔) สาธกโวหาร

๕) อุปมาโวหาร   

              ๑. บรรยายโวหาร คือ โวหารที่ใช้เล่าเรื่อง หรืออธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ตามลำดับเหตุการณ์

การเขียนบรรยายโวหารจะมุ่งความชัดเจน เขียน ตรงไปตรงมา รวบรัด กล่าวถึงแต่สาระสำคัญ

ไม่จำเป็นต้องมีพลความ หรือความปลีกย่อยเสริม ในการเขียนทั่ว ๆ ไปมักใช้บรรยายโวหาร เพราะ

เหมาะในการติดต่อสื่อสารเนื่องจากสำนวนประเภทนี้มุ่งสาระเขียนอย่างสั้น ๆ ได้ความชัดเจน


             ๒. พรรณนาโวหาร มีจุดมุ่งหมายในการเขียนต่างจากบรรยายโวหาร คือมุ่งให้ความแจ่มแจ้ง

 ละเอียดลออ เพื่อให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์ซาบซึ้งเพลิดเพลินไปกับข้อความนั้นการเขียนพรรณาโวหารจึง

ยาวกว่าบรรยายโวหารมาก แต่มิใช่การเขียนอย่างเยิ่นเย้อ เพราะพรรณนา-โวหารต้องมุ่งให้ภาพ

และอารมณ์ ดังนั้น จึงมักใช้การเล่นคำ เล่นเสียง ใช้ภาพพจน์แม้เนื้อความที่เขียนจะน้อยแต่เต็มไป

สำนวนโวหารที่ไพเราะ อ่านได้รสชาติ


                ๓. เทศนาโวหาร หมายถึง โวหารที่มีจุดหมายแสดงความแจ่มแจ้งเพื่อให้ผู้อ่านคล้อยตาม

หรืออาจกล่าวได้ว่ามุ่งชักจูงให้ผู้อ่านคิดเห็นหรือคล้อยตามความคิดเห็นของผู้เขียนเทศนาโวหาร

จึงยากกว่าโวหารที่กล่าว



               ๔.สาธกโวหาร คือ โวหารที่มุ่งให้ความชัดเจน โดยการยกตัวอย่างเพื่ออธิบายให้แจ่มแจ้ง

หรือสนับสนุนความคิดเห็นที่เสนอให้หนักแน่น น่าเชื่อถือ สาธกโวหารเป็นโวหารเสริม บรรยายโวหาร

 พรรณนาโวหาร

              ๕.อุปมาโวหาร หมายถึง โวหารเปรียบเทียบ โดยกตัวอย่าง สิ่งที่คล้ายคลึงกันมาเปรียบ

เพื่อให้เกิดความชัดเจนด้านความหมาย ด้านภาพ และเกิดอารมณ์ ความรู้สึกมากยิ่งขึ้น กล่าวได้ว่า

อุปมาโวหาร คือ ภาพพจน์ประเภทอุปมานั่นเอง อุปมาโวหารใช้เป็นโวหารเสริม บรรยายโวหาร

พรรณนาโวหาร และเทศนาโวหาร เพื่อให้ชัดเจนน่าอ่าน โดยอาจเปรียบเทียบอย่างสั้น ๆ หรือ

เปรียบเทียบอย่างละเอียดก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอุปมา โวหารนั้นจะนำไปเสริมโวหารประเภทใด 

               การเขียนเรียงความที่ดีนั้นควรตีกรอบความคิดของผู้เขียนเอาไว้อย่างชัดเจน  เพราะจะทำให้

งานเขียนไม่วกวน จนผู้อ่านเกิดความสับสนทางความคิด   และที่สำคัญเรียงความจะต้องใช้ภาษา

อย่างเป็นทางการ  อย่าใช้ภาษาพูดเป็นอันขาดเพราะจะทำให้งานเขียนขาดความน่าเชื่อถือ